วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เมื่อโรงเรียนจะได้ใช้เครื่องอ่านข้อมูลจากบัตรประชาชน



        เมื่อวันหน่วยงานต้นสังกัดของผมได้มีการจัดอบรมเพื่อเพิ่มทักษะให้แก่ครูในด้านของไอซีที เพื่อให้มีความรู้ความสามารถมากพอที่จะสามารถใช้โปรแกรมและอุปกรณ์ที่หน่วยงานต้นสังกัดนั้นได้จัดสรรมาให้ได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆทั้งสิ้น   giving forward
        โดยปรกตินั้นทุกโรงเรียนจะต้องมีการจัดการกับข้อมูลของเด็กนักเรียนอยู่เป็นประจำอยู่แล้วทั้งเด็กที่เข้าเรียนในระดับประถมเป็นครั้งแรกหรือว่าเด็กที่เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาเป็นครั้งแรก และเด็กที่ย้ายที่เรียนซึ่งประเภทหลังนี้แหละมากพอสมควร โดยหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนก็ได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาใช้งานเพื่อเป็นการจัดเก็บข้อมูลของเด็กให้เป็นปัจจุบัน แต่เดิมนั้นข้อมูลทุกอย่างจะทำการกรอกเข้าระบบด้วยการใช้มือกรอกล้วนโดยกระบวนการนั้นก็คือให้เด็กนั้นถ่ายเอกสารของบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของตัวเองและผู้ปกครองมาให้กับเจ้าหน้าที่ๆรับผิดชอบของโรงเรียน แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะนำข้อมูลที่ได้นั้นเข้ามากรอกในระบบทีละคนๆซึ่งเป็นอะไรที่น่าลำบากใจมากทุกๆปี หากว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็กก็คงไม่ใช่เรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรงมากเท่าใดนักแต่หากว่าเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่อย่างเช่นโรงเรียนมัธยมแล้วละก็เด็กเข้าเรียนครั้งละหลายร้อยคน ซึ่งในการกรอกนั้นก็จะใช้ความรู้ความสามารถในระดับหนึ่งดังนั้น คนที่ได้รับมอบหมายให้กรอกข้อมูลในลักษณะนี้นั้นก็คือ คนรุ่นใหม่ๆที่มีความรู้ความสามารถทางด้านไอทีนั้นเอง giving forward
        แต่ล่าสุดได้มีการประสานกันระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนกับกรมการปกครองเพื่อให้โรงเรียนนั้นขอยืมเครื่องอ่านบัตรข้อมูลบัตรประชาชน ต่อไปเมื่อโปรแกรมการกรอกข้อมูลนักเรียนเสร็จสมบูรณ์แล้วละก็เราก็สามารถนำบัตรประชาชนของเด็กนักเรียนมาสอดเข้าที่เครื่อง smart cart reader ได้เลยในทันทีแล้วข้อมูลของเด็กคนนั้นก็จะไหลเข้าสู่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่กำหนดไว้ได้อย่างอัตโนมัติ แต่ว่าตอนนี้รับแต่เครื่องไปก่อนเพราะว่าโปรแกรมยังไม่เสร็จ  แต่ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของวงการศึกษาของไทยเพราะว่าส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาทำให้การศึกษาของประเทศนั้นไม่ได้ก้าวหน้าไปได้เท่าที่ควรนั้นก็เพราะว่าอื่นๆที่ไม่ใช่งานสอนนี่แหละยกตัวอย่างเช่นการกรอกข้อมูลเกี่ยวกับเด็กแต่ละปีต้องกรอกข้อมูลสองถึงสามครั้งโดยแต่ละโปรแกรมก็ไม่เหมือนกัน ทำให้ครูจะต้องเสียเวลาไปรีบทำงานอื่นๆเพราะว่าถ้าไม่ทำก็ต้องถูกโทรตามให้รีบส่งงาน  ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะไม่โทรมาที่ครูที่รับผิดชอบโดยตรงแต่จะโทรไปหา  ผอ  โรงเรียนซึ่งถ้าไม่รีบทำส่งก็อาจจะได้รับคำตำหนิจาก  ผอ  โรงเรียนได้ ดังนั้นครูจึงจำเป็นต้องทิ้งห้องเรียนบ่อยเพื่อไปทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการศึกษานักเรียนเลย

#S7Content

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น